All content

ไรฝุ่น ภัยเงียบโรคภูมิแพ้ทางจมูกและโรคหืด

Last updated Mar 17, 2021 | 09:16

35

แพ้ไรฝุ่น กับอาการโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

ผู้ป่วยอาการแพ้ไรฝุ่นในประเทศไทย พบมากเป็นอันดับหนึ่งถึงร้อยละ 70-80 โดยโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อยก็คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ พบได้ร้อยละ 23-30 โดยผู้ป่วยจะมีอาการ เช่น น้ำมูกใส จาม คันจมูก คัดจมูก บางรายอาจมีอาการทางตา เช่น คันตา ตาแดง รอบตามีสีคล้ำ หรือมีอาการหูอื้อ ปวดบริเวณใบหน้า และพบโรคหืดจากภูมิแพ้ร้อยละ 10-15 ซึ่งจะมีอาการ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด ไอเรื้อรังโดยเฉพาะในเวลากลางคืน เวลาเป็นหวัดจะไอนานกว่าปกติ


ทำความรู้จักกับ “ไรฝุ่น”

โดยปกติที่พบตามบ้านร้อยละ 80 มีสองสายพันธุ์คือ Dermatophagoides pteronyssinus และ Dermatophagoides farina มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องมองผ่านกล้องที่มีกำลังขยายถึง 25 เท่า ในการทดลองเลี้ยงไรฝุ่นพบว่าเจริญเติบโตได้ดีในสถานที่ ที่มีอุณหภูมิ 45 เซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 75 และพบว่าในสิ่งแวดล้อมดังกล่าวทำให้เชื้อราที่เจริญบนซากผิวหนังของมนุษย์และสัตว์เลี้ยง หลุดลอกออกมา เป็นอาหารของไรฝุ่น ยิ่งมีอาหารปริมาณมากยิ่งทำให้ ไรฝุ่นจึงเจริญเติบโตดีตามไปด้วย โดยส่วนที่ก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่นจะเป็นทั้งส่วนลำตัวและอุจจาระของไรฝุ่น บริเวณของบ้านที่พบไรฝุ่นปริมาณมากจะเป็น ที่นอน หมอน โซฟา พรม ตู้เสื้อผ้า รวมถึงทุกที่ที่มีฝุ่นปกคลุมอยู่


การรักษาอาการภูมิแพ้จากไรฝุ่น

ปัจจุบันแนวทางการรักษาโรคภูมิแพ้และโรคหืด ระบุว่า การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ โดยเฉพาะไรฝุ่นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอาจไม่มีประสิทธิภาพดีเท่าที่ควรและอาจต้องใช้หลากหลายวิธีร่วมกัน เช่น

· การปรับลดปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง : เช่น ลดน้ำหนัก หยุดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันจากไอเสียรถยนต์ ควันธูป เพื่อลดการกระตุ้นอาการภูมิแพ้ที่อาจกำเริบจากสิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยต้องพบเจอทุกวัน

· การใช้ยาพ่นจมูก หรือพ่นทางปาก : เพื่อควบคุมอาการภูมิแพ้ทางจมูกและโรคหืดต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปีย่อมต้องก่อเกิดความกังวลจากการใช้ยา อย่างไรก็ตามข้อมูลจากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่พบอาการข้างเคียงอันตรายใดๆ ต่อผู้ป่วย

· การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษาอาการแพ้ไรฝุ่น : ปัจจุบันการรักษาที่ต้นเหตุ คือการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษาการแพ้ไรฝุ่น ซึ่งมีทั้งแบบฉีด และเม็ดอมใต้ลิ้น ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้มีความง่ายและผู้ป่วยสามารถนำไปใช้ได้เองที่บ้าน


รักษาที่ต้นเหตุ ไม่แพ้ไรฝุ่น ปลอดภัยจากโรคหืด

ปัจจุบันมีรูปยารูปแบบใหม่ เป็นชนิดอมใต้ลิ้น สามารถใช้ได้ง่าย สะดวก ราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับยารักษาภูมิแพ้อื่น ๆ และปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าวิธีดั้งเดิมที่ใช้การฉีดใต้ผิวหนัง วิธีการ คือ อมยาไว้ใต้ลิ้นเพียงวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 ปี ใช้เวลาอมไม่ถึง 10 วินาทียาก็ละลายหมด และหลังจากอมให้งดกลืนน้ำลาย 1 นาที และรออีก 5 นาทีสามารถดื่มน้ำและทานอาหารได้ตามปกติ สำหรับผู้ป่วยที่ทดสอบแล้วว่าแพ้ไรฝุ่นด้วยวิธีการสะกิดผิวหนังหรือวิธีการตรวจจากเลือด การให้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดรักษาไรฝุ่น ชนิดอมใต้ลิ้นทุกวันเพื่อเป็นการปรับธรรมชาติของโรคให้มีการแพ้ต่อไรฝุ่นน้อยลง สามารถลดอาการทางจมูก ลดการใช้ยาพ่นจมูก และลดอาการทางตาได้อีกด้วยเมื่อใช้ติดต่อกันเกิน 14 สัปดาห์เป็นต้นไป นอกจากนี้ในผู้ป่วยโรคหืดยังสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดอาการหอบกำเริบในระดับความรุนแรงปานกลางได้ในระหว่างที่ลดการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นเข้าปาก


ข้อห้ามในการใช้ยาชนิดอมใต้ลิ้น

· เคยแพ้ยานี้ หรือส่วนประกอบของยานี้

· มีอาการหอบหืดกำเริบรุนแรงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

· มีโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือโรคมะเร็ง

· กำลังใช้ยาที่ส่งผลกดภูมิคุ้มกัน

· เพิ่งถอนฟัน ผ่าตัดในช่องปาก มีแผลหรือติดเชื้อในช่องปาก


หากมีภาวะต่อไปนี้ควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ยาเพื่อความปลอดภัย

· กำลังใช้ยาในการรักษาโรคซึมเศร้าหรือโรคสั่นพาร์กินสัน

· แพ้เนื้อปลา หรืออาหารที่มีเนื้อปลาเป็นส่วนประกอบ

· ใช้ยา สมุนไพร อาหารเสริมอื่นอยู่

· ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร

· เคยมีอาการแพ้รุนแรงหลังได้รับการฉีดสารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่นบ้าน


อาการที่ต้องหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที

· บวมที่ใบหน้า เปลือกตา ริมผีปาก ลมพิษ

· หน้ามืด เป็นลม แน่นหน้าอก หายใจลำบาก

· ผื่นแดง ตุ่มพอง ผิวหนังหลุดลอก มีไข้

· อาการหอบหืดกำเริบรุนแรง หรือแย่ลงผิดปกติ