All content

ดูซีรีส์มากไป ส่งผลต่อใจของคุณอย่างไรบ้าง

Last updated Mar 17, 2021 | 09:16

62

เคยไหมบางวันไม่อยากออกไปเที่ยวไหน เลยเลือกที่จะนอนกลิ้งอยู่บนเตียงเปิดดูซีรีส์เรื่องโปรดทั้งวัน ไม่ว่าจะไทย เกาหลี ฝรั่ง ญี่ปุ่น ก็กวาดครบมาแล้วทุกหมวดหมู่ ยิ่งเป็นพระเอก นางเอกคนโปรด มาพร้อมเนื้อหาเข้มข้น ก็ต้องดูต่อเนื่องกันไปแบบ Non Stop บางเรื่องก็เลือกดูตามความสนใจของตัวเอง บางเรื่องก็ดูตามเพื่อนเชียร์ และอีกหลายเรื่องก็ดูเพราะกำลังดัง ใครๆ ก็พูดถึงกันเป็นเสียงเดียว ไม่ดูไม่ได้ เดี๋ยวคุยกับใครเขาไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ แต่กลายเป็นพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ถึงขั้นในช่วงสองปีนี้ มีการบัญญัติอาการนี้ว่า Binge-watching หรืออาการดูซีรีส์แบบทีเดียวรวดจนจบ ซึ่งนอกจากการเหนื่อยล้า ปวดเมื่อยสายตาเพราะจ้องจอโทรทัศน์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตด้านต่างๆ โดยเฉพาะจิตใจอย่างคาดไม่ถึง

 

1. ติดงอมแงมไม่ยอมหลับยอมนอน

ความอดหลับอดนอน เพราะการดูรวดเดียวหลายตอน แบบไม่มีโฆษณาคั่น มันทำให้เรารู้สึกเต็มอิ่มและได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง ยิ่งวันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ยิ่งไม่มีภาระการงานให้ต้องกังวล ไม่เห็นต้องกลัวอะไร แต่ความจริงก็คือ “การอดนอน” นั่นแหละที่เป็นปัญหาใหญ่ จากเว็บไซต์ psychologytoday รายงานถึงผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนและมหาวิทยาลัยเลอเวน ที่ศึกษาพฤติกรรมกลุ่มคนอายุ 18-25 ปี จำนวน 423 คน ระบุว่า อาการติดซีรีส์งอมแงมนี้ส่งผลโดยตรงต่ออาการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย โดยมีคนถึง 1 ใน 3 ยอมรับว่าตนเองมีปัญหาด้านการนอน เช่น หลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นตอนกลางดึก หรือตื่นมาแล้วหลับต่อไม่ได้อีกจากการดูซีรีส์ไม่หยุดตามอาการ Binge-watching  

แน่นอนว่า การอดหลับอดนอนนี้จะยิ่งส่งผลให้จิตใจหดหู่ สมองมึนงง ไม่สดใส เกิดความเครียดและหงุดหงิดง่าย อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกายส่วนอื่น ทางที่ดีลองฝึกตัวเองให้ดูอย่างมีลิมิต ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนเมื่อถึงเวลาเข้านอนและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด กำหนดช่วงเวลาหรือจำนวนตอนในการดู หรือการหาเพื่อนร่วมดูด้วยกัน ไม่ดูคนเดียว เพื่อช่วยเบรกไม่ให้ไหลเรื่อยต่อเนื่องจนเกินไป 

 

2. หลีกหนีสังคม อยู่คนเดียว

ยิ่งสนุกมากเท่าไรก็ยิ่งติด ยิ่งดูอย่างมาราธอนอย่างที่บอกไปในข้อแรก อีกผลกระทบที่น่ากังวลต่อจิตใจก็คือ การใช้เวลาอยู่คนเดียวมากเกินไป เก็บตัวอยู่แต่ในห้องหรือหน้าจอจนขาดการพูดคุยหรือปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นิตยสาร Reader’s Digest เองก็เคยรายงานเรื่องนี้ไว้ว่า 56 % ของคนติดซีรีส์พอใจที่จะอยู่คนเดียว และ 98% เลือกที่จะอยู่บ้านเพื่อสนุกสนานกับซีรีส์ที่ตัวเองโปรดปราน และยังระบุว่า “เมื่อคุณใช้เวลากับสิ่งใดก็ตามมากเกินไป คุณจะยิ่งถูกพรากไปจากสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต เช่น การออกไปเที่ยวกับเพื่อน หรือ การทำงานให้เสร็จ” ทางออกง่ายๆ ก็คือ ลองหาประเด็นจากในซีรีส์เรื่องนั้นๆ มาคุยกับเพื่อนบ้าง เช่น ตัวละคร เนื้อเรื่อง หรือประเด็นต่างๆ การถกเถียงกันในด้านความคิดบ้าง จะทำให้คุณมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและวิธีมองโลกในแบบของคุณ ถือเป็นการกลับมาสร้างปฏิสัมพันธ์กับสังคมโดยที่ไม่ต้องละทิ้งสิ่งที่ชอบไป ง่ายๆ แค่นี้เลย 

 

3. เกิดความหวาดระแวงเทคโนโลยี

เพราะเทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบันนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีอิทธิพลในการใช้ชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ และเพื่อสร้างความตื่นเต้นและสีสันให้นักดูทั้งหลาย วงการซีรีส์จึงเกิดเรื่องราวที่พากันพูดถึงด้านมืดของการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “Black Mirror” จากค่ายดังอย่าง Netflix ที่หลายตอนก็บรรเจิดด้วยไอเดียแฟนตาซี เทคโนโลยีล้ำยุคไปพร้อมๆ กับความหลอน หรือซีรีส์ไทยๆ อย่าง “โลกโซเชี่ยล” ที่สะท้อนสังคมปัจจุบันกับด้านมืดของ'สังคมก้มหน้า' ทาง LINE TV และที่โด่งดังสุดๆ กับลูกสาวซาตาน “แนนโน๊ะ” จากซีรีส์สุดดังอย่าง “เด็กใหม่ (Girl from no where)” ที่หลายตอนได้หยิบยกความร้ายกาจ ความเห็นแก่ตัวและด้านมืดของผู้คน มาผสมผสานกับความรุนแรงเลวร้ายบนโลกโซเชียล

คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ความสนุกของซีรีส์กลุ่มนี้มักเกี่ยวพันกับความลึกลับ คดีฆาตกรรม การฆ่าตัวตาย การทำร้ายผู้อื่น อุบัติเหตุ ฯลฯ เพื่อสร้างอรรถรสในการรับชม อย่างไรก็ดี ถ้าลองมองอีกมุมหนึ่งจะเห็นว่า หากติดตามดูอย่างมีสติ ค่อยๆ คิดและไตร่ตรองถึงผลดีและผลเสียที่แท้จริง จากสิ่งที่ตัวละครทำจะช่วยกระตุ้นเตือนให้คนดูได้เกิดการเรียนรู้และทบทวนตัวเอง ให้สามารถ

 

4. เหรียญมี 2 ด้าน ซีรีส์ก็สร้างความรู้สึกเชิงบวกได้เหมือนกัน

การติดซีรีส์มากไป ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องเลวร้าย เพราะความจริงก็ยังมีซีรีส์อีกมากมายที่ให้แรงบันดาลใจ และสอนข้อคิดดีๆ มากมายให้กับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็น Stranger Things ที่หลายคนกำลังรอคอยตอนใหม่ โดยสิ่งที่คนชื่นชมไม่ได้มีแค่ความลึกลับและบรรยากาศเขย่าขวัญ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพของแก๊งเด็กเนิร์ดที่คอยช่วยเหลือกันและกัน และผูกพันกันอย่างเหนียวแน่นแม้จะตกอยู่ในยามคับขัน หรือ ซีรีส์น้ำดีอย่าง Good Doctor ที่มีพระเอกผู้ป่วยเป็นโรคออทิสติก และพยายามพิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นความสามารถและความตั้งใจจริงในการที่จะเป็น “หมอที่ดี” ซึ่งเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทั้งในเวอร์ชันออริจินัลภาคเกาหลี และเวอร์ชันรีเมคภาคอเมริกันและญี่ปุ่น โดยสิ่งที่ทำให้ผู้คนประทับใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ความเห็นอกเห็นใจ” และ “ความเข้าใจ” ที่ตัวละครมีให้แก่กันและกันอย่างอบอุ่นตลอดเรื่อง รวมทั้ง The Good Place ซีรีส์อเมริกันสุดฮาที่แฝงปรัชญาในการใช้ชีวิตเต็มเปี่ยม ผ่านการจำลองภาพ “สวรรค์” และ “นรก” พร้อมการตั้งคำถามกับคำว่า “ดี” และ “เลว” ได้อย่างแยบยล ทำให้ดูแล้วก็ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าเราจะเลือกเป็น “คนดี” จากจิตใจที่แท้จริงได้อย่างไร

 

นอกจากนี้ ยังมีซีรีส์อีกมากมายที่พูดถึงเรื่องความรักในครอบครัว ความยุติธรรมในสังคม จรรยาบรรณของนักข่าว ฯลฯ ผ่านเนื้อเรื่องหลากหลาย สุดท้ายแล้ว การใช้เวลาไปกับซีรีส์ไม่ว่าเรื่องไหนก็สามารถสร้างผลที่ดีต่อจิตใจได้ทั้งนั้น หากคนดูอย่างเราๆ ไม่หยุดอยู่แค่ความสนุก แต่ยังคัดกรองและกลั่นความคิดผ่านสิ่งที่ตัวละครและเนื้อเรื่องนำเสนอ รวมทั้งรักษาสมดุลในการใช้ชีวิตด้านต่างๆ ให้ดี เวลาที่ใช้ไปกับการดูซีรีส์ก็ย่อมสร้างความสุขที่แท้จริงได้ ไม่เสียเปล่าแน่นอน

 

"ไทยประกันชีวิต Life Fit" ยิ่ง Fit ชีวิตยิ่งคุ้ม

ประกันของคนรักสุขภาพ ที่สนับสนุนให้คนไทย Fit ในทุกด้านของชีวิต

Fit ร่างกาย, Fit จิตใจ, Fit เพื่อสังคม, Fit เพื่ออนาคตที่มั่นคง

สะสมความ Fit ของคุณแลกเป็นส่วนลดเบี้ยฯ สูงสุด 30% และรับสิทธิพิเศษอีกมากมาย

สนใจเริ่มชีวิต Fit กับไทยประกันชีวิต Life Fit https://lifefit.thailife.com/