All content

เรื่องของมะเร็งเต้านม ที่คุณอาจไม่เคยรู้

Last updated Mar 17, 2021 | 09:08

86

นมเล็ก นมใหญ่ ใครเสี่ยงมะเร็งเต้านมมากกว่ากัน

การมีหน้าอกใหญ่หรือหน้าอกเล็กไม่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม เนื่องจากส่วนประกอบสำคัญหน้าอกขนาดใหญ่เกิดจากเนื้อเยื่อ ส่วนมะเร็งเต้านมนั้นเกิดขึ้นในเซลล์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเซลล์ที่อยู่ในท่อน้ำนม บางส่วนเกิดขึ้นในเซลล์ที่อยู่ในต่อมผลิตน้ำนม และส่วนน้อยเกิดจากเนื้อเยื่ออื่นๆ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีขนาดหน้าอกเท่าใด ถ้ารักษาสุขภาพให้แข็งแรง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมลงได้

ก้อนเนื้อในเต้านม อาจไม่ใช่มะเร็งเต้านม

ปกติเซลล์มะเร็งเต้านมจะก่อตัวเป็นเนื้องอกที่มักตรวจพบได้จากการเอกซเรย์หรือคลำได้เป็นก้อน มะเร็งเต้านมมักเกิดในผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าก้อนเนื้อในเต้านมส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายและไม่ใช่มะเร็ง การเกิดเนื้องอกในเต้านมที่ไม่ใช่มะเร็งจะไม่แพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ และไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่เนื้องอกบางชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้นควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจคัดกรองประจำปี

แมมโมแกรม คืออะไร ควรเริ่มตรวจคัดกรองเมื่อใด

แมมโมแกรม คือการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น เป้าหมายคือการตรวจหามะเร็งก่อนที่จะสังเกตเห็นอาการ รวมถึงเพื่อวินิจฉัยอาการ เช่น พบก้อนในเต้านม อาการเจ็บเต้านม หรือมีสิ่งผิดปกติบริเวณหัวนม

แมมโมแกรม ควรทำบ่อยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับอายุและความเสี่ยงของแต่ละคน ผู้หญิงส่วนใหญ่เริ่มทำแมมโมแกรมเมื่ออายุ 40 ปี และทำทุก 1-2 ปี สมาคมมะเร็งอเมริกัน แนะนำให้ผู้หญิงตรวจคัดกรองแมมโมแกรมทุกปีเมื่ออายุ 45 ปีจนถึงอายุ 54 ปีจากนั้นให้ทำต่อทุก 2 ปี สำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งเต้านมอาจเริ่มตรวจคัดกรองแมมโมแกรมก่อนอายุ 40 ปีรวมถึงปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง

ตรวจ MRI เต้านม ต่างจากการตรวจแมมโมแกรมอย่างไร

การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) เป็นการตรวจวินิจฉัยที่ใช้แม่เหล็กขนาดใหญ่ คลื่นวิทยุ และคอมพิวเตอร์ร่วมกัน เพื่อสร้างภาพอวัยวะ และโครงสร้างภายในร่างกายโดยละเอียด

การตรวจแมมโมแกรมอาจไม่สามารถตรวจพบมะเร็งทั้งหมดได้ เนื่องจากมะเร็งบางชนิดอาจมองไม่เห็นในภาพแมมโมแกรม หรือมะเร็งอาจมีขนาดเล็กเกินไป รวมถึงอาจอยู่ในบริเวณที่มองเห็นได้ยาก ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็งเต้านม หรือประวัติของรอยโรคมะเร็งเต้านมก่อนกำหนด แพทย์อาจแนะนำการถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) ร่วมกับการตรวจแมมโมแกรม อย่างไรก็ตาม MRI เต้านมก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของมะเร็งได้เสมอไป ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจชิ้นเนื้อเต้านมโดยไม่จำเป็น

ทำไมต้องตรวจ MRI เต้านม

· การประเมินความผิดปกติเพิ่มเติมจากการตรวจแมมโมแกรมเต้านม

· การตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกที่ตรวจไม่พบโดยการทดสอบอื่นๆ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงและผู้หญิงที่มีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น

· การตรวจหามะเร็งในสตรีที่มีทำถุงเต้านมเทียม (Implant) หรือเนื้อเยื่อแผลเป็นจากการผ่าตัดในอดีต ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องจากการตรวจแมมโมแกรม

· การตรวจจับความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เห็นด้วยการตรวจเต้านมหรืออัลตราซาวด์ เช่น ผู้หญิงที่มีเซลล์มะเร็งเต้านมอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใต้วงแขน แต่ไม่มีก้อนที่คลำได้

· ประเมินการรั่วซึมของซิลิโคนเจล ในผู้ทำศัลยกรรมเต้านม

· ประเมินขนาดและตำแหน่งที่ชัดเจนของรอยโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงความเป็นไปได้ที่มะเร็งอาจแพร่กระจาย

· เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

· การตรวจหาการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านมเข้าสู่ผนังทรวงอก ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนทางเลือกในการรักษา

ดังนั้นการพบแพทย์ตามนัดและตรวจสุขภาพประจำปีจึงยังเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำ