All content

หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในนักกีฬา

Last updated Apr 07, 2022 | 08:47

230

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คืออะไร

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) คือ ภาวะที่หัวใจทำงานผิดปกติ จนทำให้หัวใจบีบตัวแบบไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่บีบตัว หรือหยุดเต้นโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องมีโรคประจำตัวอื่นๆ มาก่อน ภาวะนี้ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เพียงพอ จึงทำให้เกิดอาการเป็นลม หมดสติ

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน อาจเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวที่ส่งผลให้การนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หรือมีความผิดปกติของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามช่วงอายุของนักกีฬา ดังนี้

1.กลุ่มนักกีฬาที่อายุน้อยกว่า 35 ปี

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นในนักกีฬากลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดปกติของหัวใจที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่ก็ได้ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ภาวะที่มีการนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หรือความผิดปกติของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น ในอดีตนั้นพบว่า สาเหตุหลักนั้นเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ซึ่งสุดท้ายแล้วจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้การนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้

แต่ในการศึกษาในช่วงหลังพบสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นจากหัวใจหนาตัวน้อยลง อาจเป็นเพราะการตรวจคัดกรองโรคหัวใจในนักกีฬาถูกบรรจุเป็นภาคบังคับสำหรับนักกีฬาอาชีพที่แพร่หลายมากขึ้น ทำให้สาเหตุของการเสียชีวิตของนักกีฬาอายุน้อยในช่วงหลังๆ ตรวจไม่พบความผิดปกติของโครงสร้างของหัวใจ จึงถูกสรุปว่าการเสียชีวิตนั้นมีสาเหตุมาจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน (Sudden Arrhythmic Death Syndrome; SADS) มากขึ้นแทน

2.กลุ่มนักกีฬาที่อายุมากกว่า 35 ปี

สาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ในคนกลุ่มนี้ จะมาจากเรื่องของเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่าความผิดปกติของโครงสร้างของหัวใจ ซึ่งสาเหตุของเส้นเลือดหัวใจตีบที่พบบ่อยนั้น ได้แก่ การมีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือมีโรคร่วมอื่นๆ เช่น เบาหวาน หรือมีภาวะไตเสื่อม หรืออาจเกิดจากอุปนิสัยส่วนตัว เช่น สูบบุหรี่มาเป็นระยะเวลานานๆ การใช้สารเสพติด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุอย่างภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลันก็ยังคงพบได้อยู่ แต่พบได้ในอัตราส่วนที่น้อยลงเมื่อเทียบกับกลุ่มนักกีฬาที่อายุน้อยกว่าข้างต้น

การป้องกันการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา

การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ มีส่วนที่สำคัญหลักๆ อยู่ 2 ประการ คือ

1.การตรวจคัดกรองโรคหัวใจ

ในวงการนักกีฬาอาชีพ การตรวจร่างกายนักกีฬาแบบละเอียดจะถูกตั้งไว้เป็นมาตรฐานของทีมที่ต้องทำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าฤดูกาลแข่งขัน ช่วงเวลาซื้อขายนักเตะ หรือนักกีฬาประเภทอื่นๆ โดยทั้งหมดมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

1.1 การซักประวัติ - ประวัติที่สำคัญที่จะต้องทราบเกี่ยวกับนักกีฬา ได้แก่

 - นักกีฬาเหล่านั้นเคยมีปัญหาหน้ามืด วูบ เป็นลมหมดสติ หรือใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบากมาก่อนหรือไม่ ทั้งในเวลาปกติ เวลาออกกำลังกาย หรือช่วงหลังการออกกำลังกาย

- ประวัติครอบครัว มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อยๆ (น้อยกว่า 50 ปี) หรือไม่

- นักกีฬาเหล่านั้นเคยตรวจพบความผิดปกติด้านหัวใจจากการตรวจร่างกายจากที่อื่นมาก่อนหรือไม่

1.2 การตรวจร่างกาย - หลังจากซักประวัติเรียบร้อยแล้ว เพื่อตรวจดูสภาวะต่างๆ ดังนี้

 - ตรวจดูความผิดปกติของความดันโลหิต และเสียงลิ้นหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่

 - การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจว่ามีลักษณะที่ชี้นำให้สงสัยภาวะหัวใจหนาตัว หรือการนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติหรือไม่

 - การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจเพื่อดูว่าการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่

 - การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test – EST) หรืออาจตรวจ CPET/VO2 max ว่ามีความผิดปกติของการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายหรือไม่

2.การเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Response Planning)

ทีมกีฬาอาชีพ สนามกีฬาในยุโรปส่วนมากจะมีแผนการ รองรับในกรณีเกิดภาวะฉุกเฉินเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ดังเช่นในกรณีนี้ หรือภาวะฉุกเฉินอื่นๆ เช่น สนามถูกวางระเบิด หรือไฟไหม้ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการเตรียมความพร้อมในกรณีนี้นั้นอยู่ในระดับที่ดีมาก เมื่อ Eriksen ล้มลง มีเพื่อนซึ่งเป็นกัปตันทีมเข้าไปประเมินอาการทันที พร้อมกับเรียกทีมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ให้เข้ามาถึงตัวและทำ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมของเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator: AED) และถูกนำมาใช้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มสูงขึ้น นอกจากการที่มีแผนการช่วยฟื้นคืนชีวิตที่ดีแล้วนั้น การซักซ้อมตามแผนเป็นประจำจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง และทำหน้าของตัวเองได้อย่างคล่องแคล่วและดีที่สุดเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง